วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

จิตออกจากกายเนื้อครั้งแรก

คืนหนึ่งตอนที่ดิฉันอายุ ๘ ขวบกว่า ๆ  เวลาประมาณ ๓,๐๐ น.  ขณะที่ดิฉันกำลังหลับใหลอยู่ระหว่างพ่อกับแม่  (นอนกลาง) อยู่ ๆ ก็รู้สึกอยากลุกขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ปวดปัสสาวะแต่อย่างใด  เมื่อลุกขึ้นมาก็ลงจากเตียง  ขณะที่ลงก็พยายามเลี่ยงที่จะทับขาแม่อยู่ตามปกติ  พอลงจากเตียงแล้วเดินออกไปด้านหน้า (เป็นตอนหน้าของห้องเช่า  ไม่มีห้องนอนที่แบ่งเป็นสัดส่วน) ด้านหน้าที่ดิฉันเดินไปนั้นมียายนอนอยู่บนเตียง (ทั้งที่นอนยายและของดิฉันกางมุ้ง ไม่มีมุ้งลวด)  ตอนจะเดินไปหายายที่กำลังหลับอยู่นั้น พลันก็ได้ยินเสียงสุนัขที่เลี้ยงไว้เห่า  ในใจขณะนั้นก็คิดว่ามีใครจะมาลักไก่ที่เลี้ยงไว้หน้าบ้าน (เลี้ยงไว้เพียง ๓ ตัว กับเป็ดแก่ ๆ ๑ ตัว) จึงรีบเดินออกไปหน้าบ้าน  พอเดินออกไปไม่เห็นใคร  แต่ขาวผ่อง (สุนัขที่เลี้ยงไว้) ที่กำลังนอนหมอบอยู่ข้าง ๆ สุ่มเลี้ยงไก่เห็นดิฉัน  จึงกระดกศีรษะขึ้นพร้อมกับกระดิกหาง  เจ้าขาวผ่องวิ่งรี่ตรงมาหาดิฉัน  ในขณะที่สุนัขตัวอื่น ๆ ละแวกนั้นพากันเห่าหอน  พอดิฉันใช้มือขวาลูบหัวเจ้าขาวผ่องด้วยความรัก  และชื่นชมที่ทำหน้าที่นอนเฝ้าไก่-เป็ด ได้ดีมาก  ปรากฏว่ามือที่วางบนศีรษะของเจ้าขาวผ่องไม่สามารถสัมผัสแม้แต่ขนของมัน  ดิฉันจึงเริ่มลูบตัวและศีรษะเหมือนเดิมอีกครั้ง  ผลก็คือเป็นเช่นเดิม ไม่สามารถสัมผัสสุนัขของตัวเองได้ “ทำไมจับตัวไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ขาวผ่องเห็นเราเป็นไปไม่ได้  หรือว่าเราตายแล้วเหมือนในละครที่เราดู” เมื่อคิดแบบนั้นจึงเริ่มคิดย้อนกลับไปว่า  ตอนที่เราออกมาจากบ้านเราไม่ได้เปิดกลอนประตูเลย แต่ก็ออกมาตรงนี้ได้ จึงลุกขึ้นยืนและหันหลังกลับ  วิ่งทะลุประตู ซึ่งก็ผ่านไปได้โดยที่ไม่ต้องเปิด และสัมผัสประตูเลย  พอพ้นจากประตู  ก็หันไปเรียกยายที่กำลังหลับอย่างสบาย โผล่หน้าเข้าไปเรียกยายโดยที่ไม่ได้เปิดมุ้งเลย  ทั้ง ๆ ที่พยายามจะจับมุ้งก็จับไม่ได้  ตัดสินใจเอื้อมมือทั้งสองไปเขย่าตัวยาย  อย่าว่าแต่เขย่าเลย  ในเวลานั้นแม้แต่จะแตะตัวยายยังทำไม่ได้เลย  จึงวิ่งกลับไปที่เตียงของตัวเองที่นอนร่วมอยู่กับพ่อและแม่  (รู้สึกว่าก้าวเพียง ๒ ก้าวก็ถึงเตียงแล้ว  แต่ครั้งนี้เพียงออกวิ่งก็ลอยเร็วเหมือนลมพัด) พอวิ่งไปถึงเตียง ดิฉันมองเห็นบุรุษ  ๒  ท่านยืนอยู่  เรียงหน้ากระดานทำมุมฉากกับเตียง  พอดิฉันวิ่งไปถึงและยืนข้างเตียง  บุรุษทั้งสองท่านก็เปลี่ยนทิศทางการยืน  โดยหันมายืนหน้ากระดานขนานกับเตียงด้านข้าง  โดยยืนอยู่หลังดิฉัน  ขณะนี้ทั้งสองท่านยืนอยู่ด้านหลังของดิฉัน
บุรุษที่ยืนอยู่ด้านขวาของดิฉันสูงประมาณ ๑๗๕ เซนติเมตร  ผิวขาวเหลือง  อวบค่อนไปทางเกือบอ้วน  ผมดำขลับ  ทรงผมเป็นรองทรงต่ำ  สวมเสื้อคลุมคอจีน  ผ่าหน้า  แขนยาว  สีดำ ชายเสื้อคลุม  ยาวลงมาถึงครึ่งแข้ง  (ลักษณะเสื้อคล้ายเสื้อนักเรียนญี่ปุ่น + เสื้อคลุมของพ่อมดในเรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์)  สวมกางเกงขายาวสีดำกรอมเท้า  สวมรองเท้าหนังมันเงาสีดำ  หน้าตาเหมือนคนไทย เชื้อสายจีน  แก้มยุ้ย
ส่วนบุรุษที่ยืนอยู่ด้านซ้าย  สูงเท่ากับบุรุษด้านขวา  แต่ผิวเข้มสองสี  แต่งตัวเหมือนกันกับคนแรก  ทรงผมเป็นรองทรงสูง  หน้าตาออกไปทางไทยค่อนไปทางแขก  รูปร่างไม่อ้วนไม่ผอม  ทั้งสองท่านถือบางอย่างอยู่ในมือซ้าย  ถ้าสังเกตคือเป็นสมุดจดบันทึกเล่มเล็ก ๆ แค่ฝ่ามือ  มือขวาจับปากกาจดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่ทราบว่าจดอะไร  ก้มหน้าก้มตาจดทั้งคู่
เมื่อดิฉันมายืนอยู่ข้างเตียงแล้วโผล่หน้าเข้าไปในมุ้ง และเช่นเดิม  ไม่ได้เปิดมุ้งเลย  ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ  พ่อ  แม่  และที่แน่นอนคือ เห็นตัวเองนอนนิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่  ขณะนั้นก็ถามตัวเองว่า  นี่เป็นความฝันหรือ  ทำไมจึงเหมือนละครที่ตัวเองเคยดูเช่นนี้  หรือว่าเราตายไปแล้ว  เมื่อคิดได้ดังนี้จึงรีบกระโดดขึ้นไปบนร่างตัวเองที่นอนอยู่  พยายามทาบกับร่าง (กายหยาบ) เหมือนที่เคยดูในละครหลังข่าว  เมื่อมั่นใจว่าประกบจิตกับกายหยาบเรียบร้อยแล้ว  จึงลุกขึ้นนั่ง แล้วจับพ่อกับแม่เขย่า (ใจไม่ดี  เพิ่งลุกได้ก็อยากให้พ่อกับแม่กอด และปลอบเรียกขวัญ) แต่พยายามจับเท่าไรก็จับไม่ได้เสียที  จึงเอะใจคิด “หรือว่าเรายังทาบร่างไม่ติด”  พอคิดได้ดังนั้นก็หันมาดูบนเตียงด้านหลัง ตรงกับตำแหน่งที่ตัวเองนอนอยู่  ปรากฏว่า  ร่างของดิฉันยังคงนอนแน่นิ่ง ไม่ไหวติงอยู่อย่างเดิม  น้ำตาของดิฉันเริ่มไหลอาบแก้วสองข้าง  เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะคิดอย่างไร  ซ้ำแล้วซ้ำอีก  คำตอบที่ได้ให้ไว้กับตัวเองก็คือ “เราตายไปแล้ว  เราตายไปแล้ว”  แต่ก็ยังไม่ละความพยายามจากการเรียกพ่อที  เรียกแม่ที  ปลุกพวกท่านให้ตื่นจากหลับใหล  แต่ก็ไม่เป็นผล  เพราะพยายามคว้าตัวพวกท่านก็ไม่สามารถจับต้องได้  ตัวเองได้แต่ร้องไห้เสียงดัง  ก็ยังไม่มีใครได้ยินและตื่นขึ้นมาเลย  ดิฉันพยายามทาบร่างกลับและยกแขนขึ้นหลายต่อหลายครั้ง แต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม  จึงอธิษฐานบอกท่านเทวดา ๒ ท่าน  (ซึ่งก็คือ ๒ ท่านที่เห็นมาแล้วคิดว่าต้องเป็นเทวดาแน่นอน) ว่า  “หนูยังไม่พร้อมค่ะ  หนูยังมีห่วง  หนูยังเรียนไม่จบ  ไม่ได้ทำงานเลี้ยงพ่อแม่  แล้วก็ยายเลย”  จากนั้นดิฉันก็สวดมนต์ สวดมนต์บทพระปัจเจกพุทโธ พอสวดจบ ก็แผ่เมตตา  พอแผ่เมตตายังไม่จบดีเลยได้ยินเสียงเข้ามาทางโสตประสาทว่า “อายุ ๒๔ ปีจะกลับมาอีก”  จากนั้นดิฉันก็รู้สึกเหมือนตกเหว  วูบ  เจ็บแบบจุก ๆ ที่หัวใจ  และสูดหายใจเต็มแรง  ลืมตาตื่นขึ้น  ขยับแขนและร่างกายส่วนต่าง ๆ ได้  ดิฉันนั่งหอบ  พอสติคืนมาก็รีบไปกอดพ่อ  แม่  และออกไปกอดยายทันที
ครั้งนั้นทำให้ดิฉันคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่มากเลยที่จะทำความดีด้วยการรีบเรียน  และหางานทำเร็วๆ จะได้เลี้ยงพ่อ  แม่และยาย  ตอบแทนบุญคุณที่พวกท่านเลี้ยงดูเรามา  เพียงไม่กี่ปีเลยที่เราจะอยู่บนโลกใบนี้ได้  จงทำดีในทุกลมหายใจที่เรามีอยู่  ใช้ประโยชน์กับร่างกาย  สติปัญญา  สมองและความคิดต่างๆ ในกายมนุษย์ให้ได้ประโยชน์สูงสุด  และอย่าทำเพื่อประโยชน์ของตนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ความเผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย  เพราะหากวันใดอยากทำดี  แต่ไม่มีกายหยาบนี้เหลือแล้วเราจะทำได้ยากขึ้น  เช่น  อยากไปบริจาคสิ่งของที่มีประโยชน์ให้กับผู้ด้อยโอกาส  ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีกายหยาบหรือกายเนื้อแล้ว  เป็นต้น
 http://www.facebook.com/note.php?note_id=192044817483621

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อยากบอกอะไรก็บอกได้นะคะ